SPF กับ PA คืออะไร ต่างกันยังไง ค่าเท่าไหร่ถึงพอใช้ในชีวิตประจำวัน

4

เวลาเดินไปหน้าชั้นวางครีมกันแดด หลายคนมักหยิบหลอดขึ้นมาพลิกดูตัวเลขแล้วลังเลทันที เพราะแม้จะเคยได้ยินคำถามอย่าง SPF PA คืออะไร อยู่บ่อย ๆ แต่พอถึงเวลาซื้อจริงก็ยังไม่แน่ใจว่าแต่ละค่าเอาไว้ดูอะไร และต้องเลือกสูงแค่ไหนถึงจะเหมาะกับชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แพงเกินจำเป็นหรือหนักผิวจนไม่อยากทา

SPF กับ PA คืออะไร ต่างกันยังไง ค่าเท่าไหร่ถึงพอใช้ในชีวิตประจำวัน

ความจริงแล้ว การเลือกกันแดดไม่ใช่เกมท่องจำว่าเลขยิ่งสูงยิ่งดี แต่คือการเข้าใจว่าเรากำลังป้องกันแสงแบบไหน ใช้ชีวิตกลางแจ้งมากน้อยแค่ไหน และทากันแดดได้สม่ำเสมอหรือเปล่า เพราะต่อให้เลือกสูตรแรงที่สุด แต่ทาไม่พอหรือไม่เติมระหว่างวัน ประสิทธิภาพก็ลดลงอยู่ดี

SPF คืออะไร และป้องกันอะไรได้บ้าง

SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าที่บอกประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นตัวการหลักของอาการผิวแดง ไหม้แดด และมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังเมื่อสะสมระยะยาว

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่า SPF 50 ป้องกันแดดได้ “เท่าตัว” ของ SPF 25 แบบตรงไปตรงมา แต่จริง ๆ ไม่ได้เพิ่มแบบเส้นตรง โดยตัวเลขยิ่งสูง ผลที่เพิ่มขึ้นจะค่อย ๆ น้อยลง ตัวอย่างที่มักใช้อธิบายคือ:

  • SPF 15 ป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 93%
  • SPF 30 ป้องกันได้ประมาณ 97%
  • SPF 50 ป้องกันได้ประมาณ 98%

ต่างกันจริง แต่ไม่ใช่ต่างแบบพลิกโลก สิ่งที่มีผลมากกว่าคือ ปริมาณที่ทา และ การทาซ้ำ ข้อมูลจาก Skin Cancer Foundation ยังระบุว่า การใช้กันแดด SPF 15 เป็นประจำทุกวันอาจช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังชนิด squamous cell carcinoma ได้ราว 40% และลดความเสี่ยง melanoma ได้ประมาณ 50% จึงเห็นชัดว่าการใช้ “สม่ำเสมอ” สำคัญมาก

PA คืออะไร ทำไมคนผิวคล้ำง่ายควรสนใจ

ส่วน PA เป็นค่าที่ใช้บอกการป้องกันรังสี UVA ซึ่งต่างจาก UVB ตรงที่ไม่จำเป็นต้องทำให้ผิวแสบแดงทันที แต่แทรกซึมลึกกว่า และเกี่ยวข้องกับปัญหาผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ รวมถึงริ้วรอยก่อนวัย แถมยังทะลุกระจกได้ด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมอยู่ในรถหรือทำงานริมหน้าต่างก็ยังควรทากันแดด

ระบบ PA มาจากการวัดค่า PPD แล้วแปลงเป็นระดับที่เข้าใจง่าย ดังนี้

  • PA+ ป้องกัน UVA ได้ระดับเริ่มต้น
  • PA++ ป้องกันได้ปานกลาง
  • PA+++ ป้องกันได้ค่อนข้างสูง
  • PA++++ ป้องกันได้สูงมาก

ถ้าคุณกังวลเรื่องฝ้า ผิวคล้ำไว หรือมีรอยสิวง่าย ค่า PA มักเป็นสิ่งที่ควรดูจริงจังไม่แพ้ SPF เลย

สรุปสั้น ๆ: SPF กับ PA ต่างกันยังไง

ถ้าจะอธิบายให้จำง่ายที่สุด SPF ดูเรื่องผิวไหม้จาก UVB ส่วน PA ดูเรื่องผิวคล้ำและริ้วรอยจาก UVA ดังนั้นกันแดดที่ดีในชีวิตจริงควรมีทั้งสองค่า ไม่ใช่มี SPF สูงมากแต่ PA ต่ำ เพราะนั่นอาจกันผิวไหม้ได้ดี แต่ยังปล่อยให้ผิวหมองหรือเกิดฝ้าได้อยู่

  • อยากกันผิวแดงไหม้แดด: ดู SPF
  • อยากกันผิวคล้ำ ฝ้า และริ้วรอย: ดู PA
  • อยากใช้ทุกวันแบบครบกว่า: เลือกสูตรที่บาลานซ์ทั้งสองด้าน

แล้วค่าเท่าไหร่ถึง “พอใช้” ในชีวิตประจำวัน

คำว่า “พอใช้” ไม่มีคำตอบเดียว เพราะมันขึ้นกับกิจกรรมจริงในแต่ละวันมากกว่าประเภทผิวอย่างเดียว แต่ถ้าจะให้เลือกแบบใช้ได้จริงและไม่เว่อร์เกินไป แนวทางนี้ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่

วันทำงานทั่วไป อยู่ในออฟฟิศ เดินแดดบ้างเล็กน้อย

ถ้าคุณออกจากบ้าน ขับรถ ทำงานในอาคาร และโดนแดดเป็นช่วงสั้น ๆ ระหว่างวัน SPF 30 และ PA+++ ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานประจำวัน สูตรระดับนี้มักให้สัมผัสที่เบากว่า ทาแล้วไม่หนักหน้า จึงเหมาะกับการใช้ทุกวันมากกว่าการฝืนใช้เนื้อหนา ๆ แล้วสุดท้ายไม่ทา

วันต้องออกกลางแจ้ง เดินทาง หรือทำกิจกรรมกลางวัน

ถ้ามีการเจอแดดต่อเนื่อง เช่น เดินทาง ท่องเที่ยว ขี่มอเตอร์ไซค์ เล่นกีฬา หรือทำงานนอกสถานที่ ควรขยับเป็น SPF 50 และ PA++++ เพื่อเพิ่มระยะกันแดดและครอบคลุม UVA มากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองร้อนอย่างไทยที่แดดจัดเกือบทั้งปี

กรณีผิวมีฝ้า รอยสิว หรือทำหัตถการ

กลุ่มนี้ควรให้ความสำคัญกับ PA สูง เป็นพิเศษ เพราะ UVA มีผลต่อการกระตุ้นเม็ดสีและทำให้รอยเข้มขึ้นได้ง่าย หากเพิ่งทำเลเซอร์ กดสิว หรือใช้สกินแคร์ผลัดผิว แนะนำให้เลือกสูตรอ่อนโยนแต่ป้องกันได้ดี เช่น SPF 50 PA++++ และหลีกเลี่ยงแดดตรงร่วมด้วย

เลือกถูกแล้ว ต้องใช้ให้ถูกด้วย

กันแดดจะทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อใช้ในปริมาณพอ หลักง่าย ๆ คือทาบริเวณหน้าและคอประมาณ 2 ข้อนิ้ว หรือให้ทั่วแบบไม่บางจนเกินไป หากเหงื่อออก ว่ายน้ำ หรืออยู่กลางแจ้งนาน ควรเติมทุก 2 ชั่วโมง และอย่าลืมว่าหมวก แว่นกันแดด และการหลบแดดช่วงจัดก็ยังช่วยลดภาระให้ผิวได้มาก

  • อยู่ในอาคารเป็นหลัก: SPF 30 PA+++ มักพอ
  • ออกแดดนานหรือเที่ยวทะเล: SPF 50 PA++++ เหมาะกว่า
  • ผิวเป็นฝ้า รอยสิวง่าย: ให้ความสำคัญกับ PA สูง
  • ทาทุกวัน และทาให้พอ สำคัญกว่าไล่ตัวเลขสูงสุด

สรุป: อย่ามองแค่เลขสูง ให้มองว่าใช้จริงไหม

สุดท้ายแล้ว SPF กับ PA ไม่ได้แข่งกันว่าใครสำคัญกว่า แต่ทำงานคนละด้านและควรมีคู่กันเสมอ ถ้ายังสงสัยว่า SPF PA คืออะไร ในแบบสั้นที่สุด ก็จำไว้ว่า SPF ช่วยกันผิวไหม้จาก UVB ส่วน PA ช่วยกันผิวคล้ำและริ้วรอยจาก UVA สำหรับชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ SPF 30 PA+++ ถือว่าเริ่มต้นได้ดี และถ้าออกแดดหนักค่อยขยับเป็น SPF 50 PA++++

คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนซื้อจึงไม่ใช่ “หลอดไหนตัวเลขสูงที่สุด” แต่คือ “หลอดไหนที่เราจะหยิบมาทาได้ทุกเช้าอย่างสม่ำเสมอ” เพราะผิวไม่ได้แพ้แดดจากวันที่ลืมดูค่า แต่แพ้จากวันที่เราไม่ป้องกันมันเลย